การก่อสร้างอย่างยั่งยืน··5 นาที
Circular Construction คืออะไร? แนวคิดการก่อสร้างเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการก่อสร้าง ขณะเดียวกันยังเกิดของเสียจากการก่อสร้าง การปรับปรุง และการรื้อถอนอาคารในปริมาณมาก
เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม แนวคิดการใช้ทรัพยากรจึงเริ่มเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) หรือ “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยหนึ่งในแนวทางที่นำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างคือ Circular Construction
Circular Construction คืออะไร?
Circular Construction คือแนวคิดในการพัฒนาและบริหารอาคารโดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตลอดวงจรชีวิตของอาคาร (Building Life Cycle)
แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การก่อสร้าง การใช้งาน การปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนการใช้งาน ไปจนถึงการรื้อถอน โดยไม่ได้พิจารณาวัสดุเฉพาะในช่วงการก่อสร้างเท่านั้น แต่คำนึงถึงการทำให้ทรัพยากรและวัสดุสามารถคงอยู่ในระบบและเกิดประโยชน์ได้นานที่สุด
เป้าหมายสำคัญคือการลดความต้องการใช้ทรัพยากรใหม่ ยืดอายุการใช้งานของวัสดุและองค์ประกอบอาคาร และลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้น
หลักการสำคัญของ Circular Construction
1. Design for Disassembly
ออกแบบอาคารและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้สามารถถอดประกอบ เปลี่ยน หรือแยกชิ้นส่วนได้ง่ายเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุหรือองค์ประกอบอาคารกลับมาใช้ใหม่แทนการทิ้ง
2. Material Reuse
เลือกใช้วัสดุและองค์ประกอบอาคารโดยคำนึงถึงโอกาสในการนำกลับมาใช้ซ้ำในอนาคต เพื่อยืดอายุการใช้งานของทรัพยากรและลดความต้องการผลิตวัสดุใหม่
3. Material Recycling
สนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิล รวมถึงการเลือกวัสดุที่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน
4. Life Cycle Thinking
พิจารณาผลกระทบและการใช้ทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตของอาคาร ไม่ใช่เฉพาะช่วงการก่อสร้าง เพื่อให้การตัดสินใจด้านการออกแบบ วัสดุ และวิธีการก่อสร้างคำนึงถึงผลในระยะยาวมากขึ้น
ประโยชน์ของ Circular Construction
- ลดปริมาณของเสียจากการก่อสร้างและรื้อถอน
- ลดความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่
- ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการผลิตวัสดุใหม่
- สนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และ Net Zero
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระยะยาว
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Circular Construction
- การนำเหล็กโครงสร้างหรือองค์ประกอบอาคารที่เหมาะสมกลับมาใช้ใหม่
- การใช้มวลรวมรีไซเคิลในงานถนนหรืองานฐานรากที่เหมาะสม
- การเลือกวัสดุและองค์ประกอบที่สามารถถอดเปลี่ยน ซ่อมแซม หรือแยกชิ้นส่วนได้ง่าย
- การออกแบบอาคารให้สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานในอนาคต
- การวางแผนบริหารวัสดุและของเสียตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ
ทิศทางการใช้งานในปัจจุบัน
Circular Construction ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสีย และเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา แต่ผู้พัฒนาโครงการและองค์กรต่าง ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับวัสดุที่ยั่งยืน การลดของเสียจากงานก่อสร้าง และการบริหารทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตของโครงการมากขึ้น
เมื่อข้อกำหนดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมีบทบาทมากขึ้น การพิจารณาโครงการในมุมของวงจรชีวิตทั้งหมดจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนและบริหารโครงการในอนาคต
บทบาทของ Project Management และ Construction Management
การนำ Circular Construction มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการประสานงานระหว่างผู้เกี่ยวข้องตลอดกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง
Project Management (PM) และ Construction Management (CM) สามารถสนับสนุนการดำเนินงานได้โดย:
- สนับสนุนการพิจารณาเลือกวัสดุและแนวทางการก่อสร้างที่เหมาะสม
- ประสานงานระหว่างเจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้เกี่ยวข้อง
- วางแผนการใช้วัสดุและการจัดการของเสียจากงานก่อสร้าง
- ติดตามการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของโครงการ
- ช่วยบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเข้ากับต้นทุน คุณภาพ ระยะเวลา และความสามารถในการก่อสร้างจริง
มุมมองจาก ONE-M
Circular Construction สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้เกิดจากการเลือกใช้วัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนและบริหารอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การใช้งาน การปรับเปลี่ยนอาคาร ไปจนถึงช่วงสิ้นสุดอายุการใช้งาน
ONE-M เชื่อว่าการบริหารโครงการที่มีประสิทธิภาพควรสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพ เวลา ต้นทุน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกการตัดสินใจตลอดวงจรชีวิตของโครงการสามารถสร้างคุณค่าในระยะยาว พร้อมกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ

เขียนโดยอรชพร ธินนท์
